1. Facebook-ยิง Ads อย่างเดียว ไม่พออีกต่อไป
ในปี 2561 Facebook จะช่วยให้ขายง่าย และขายดีมากยิ่งขึ้น แต่วิธีการยิง Facebook Ads นั้น ไม่เพียงพออีกต่อไป เพราะการขายผ่าน Live ที่ลูกค้าสามารถขอดูสินค้าได้สดๆ พร้อมตอบคำถามได้โดยทันที จะดูน่าเชื่อถือกว่าการขายแบบทั่วไปที่ผู้ซื้อไม่เคยเห็นหน้าตาผู้ขายเลย(ไม่รู้ว่ามีตัวตนจริงหรือไม่) อีกทั้งยังช่วยประหยัดเวลาในการตอบแชทได้ด้วย เพราะสามารถรวมคนที่สนใจสินค้ามาอยู่ด้วยกัน และตอบคำถามทีเดียวได้ ไม่ต้อง ไปตอบแชททีละคน ถ้าพวกเขาสนใจก็สามารถปิดการขายผ่าน Live ได้ทันที2. Line@-เมื่อไลน์กลายเป็นส่วนหนึ่งของการขาย
ถึง Facebook จะมีผู้ใช้มากมายขนาดไหน แต่สำหรับร้านค้าออนไลน์แล้ว การจะแย่งชิงพื้นที่ใน News Feed นั้นก็ยังยากอยู่ดี โดยเฉพาะร้านค้าเล็กๆ ในขณะที่ช่องทาง LINE ที่มีบริการสำหรับธุรกิจโดยเฉพาะอย่าง LINE@ ก็ถือเป็นอีกทางเลือกที่ช่วยให้ร้านค้าออนไลน์ส่งข้อความถึง Follower ทั้งหมดได้ด้วยฟังก์ชัน Broadcast ซึ่งลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อความแบบเดียวกันกันนี้ได้อย่างไม่มีตกหล่น หรือจะส่งรูปภาพที่สามารถลิงค์ไปที่เว็บไซต์ก็ได้ ถ้าหากจะส่งโปรโมชันก็มีฟังก์ชัน Coupon มารองรับ ถ้าต้องการสำรวจความต้องการของลูกค้า ก็ใช้ฟังก์ชัน Poll&Servey เมื่อลูกค้าทำแบบสอบถามเสร็จแล้ว คุณอยากจะแจกของรางวัลตอบแทนก็ใช้ฟังก์ชั่น Coupon มาร่วมด้วยช่วยกันได้อีก Full Function กว่านี้มีอีกไหม?
3. Video-ฮีโร่ช่วยดึง Engagement
จากผลสำรวจของระบุว่า Video ทั่วไป ที่ดึงดูดคนดูไว้ได้จนจบมีเพียง 37% เท่านั้น และเป็น Video ที่มีความยาวต่ำกว่า 90 วินาทีถึง 53% ในขณะที่ Video ที่ยาวกว่า 30 นาที จะดึงคนดูไว้ได้เพียง 10% เท่านั้น นอกจากนี้ คนที่เล่น Facebook จะแชร์ Video เฉลี่ยถึง 89.5% ซึ่งถือเป็นตัวเลขการแชร์ที่มากที่สุดอีกด้วย
จึงสรุปได้ว่า Video ของคุณไม่ควรยาวจนเกินไป เพราะคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนที่สมาธิสั้น จะเปิดดูเวลาเบื่อ พวกเขาไม่ได้ตั้งใจจะดูอะไรนานๆ เพราะฉะนั้น คุณควรจะเริ่มต้นด้วยอะไรที่ดึงดูดให้คนสนใจ และมีแคปชันหรือคำบรรยายด้านล่าง(Subtitle) สำหรับคนที่ไม่ได้เปิดเสียงระหว่างที่ดูด้วย
4. Reviewer&Influencer – มหัศจรรย์การรีวิวสินค้า
เป็นเรื่องเก่า ที่ต้องนำมาเล่าใหม่ เพราะยังเป็นช่องทางที่สำคัญและได้ผลอยู่ คุณควรจะสนับสนุนให้ลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของคุณรีวิวผ่านช่องทางออนไลน์ต่างๆ ยิ่งเป็นนักรีวิวที่มีคนติดตามเยอะด้วยแล้วล่ะก็ จะส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของคนอื่นๆ ได้เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม คุณไม่จำเป็นต้องหมดงบการตลาดไปจ้างดาราหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงมากมาย แต่ควรจะเป็นลูกค้าที่เคยใช้สินค้าของคุณจริง ที่แม้จะเป็นคนธรรมดาก็ตาม เพราะทำให้ดูจริงใจและสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า
5. Website- มีไว้ทำอะไรได้อีกเยอะ
เว็บไซต์ของคุณเปรียบเสมือนหน้าร้านที่จะต้องดึงดูดให้ลูกค้าคลิกเข้ามา ใครๆ ก็สามารถเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณได้ โดยที่ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาหาคุณ หน้าที่ของคุณก็คือ จะทำอย่างไรให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซต์หรือหน้าร้านของคุณให้ได้มากที่สุด แล้วเมื่อพวกเขาเข้ามาในเว็บไซต์แล้ว จะทำอย่างไรถึงจะปิดการขายให้ได้ก่อนที่ลูกค้าจะปิดหน้าเว็บไป
เว็บไซต์เป็นของคุณ หน้าร้านเป็นของคุณ จะหยิบเอาโปรโมชั่นหรือกลยุทธ์อะไรก็แล้วแต่ออกมาโชว์ให้เต็มที่ เพราะเมื่อพวกเขาคลิกเข้ามาในเว็บไซต์ของคุณแล้ว ก็แปลว่าพวกเขาจะต้องสนใจในสินค้าของคุณอยู่แน่นอน เพราะฉะนั้นเปลี่ยนพวกเขาให้เป็นลูกค้าให้ได้
6. Cashless society & Direct supplier – จากจีนระบาดสู่ไทย
สำหรับปีที่ผ่านมาใครๆ ต่างก็พูดถึงสังคมไร้เงินสดที่ประเทศจีนเป็นผู้นำ เปลี่ยนวิถีการดำเนินชีวิตประชาชนชาวจีน โดยไม่ต้องพกเงินสด เพียงแค่มีสมาร์ทโฟนก็สามารถจ่ายเงินซื้อสินค้าได้เลย ซึ่ง Cashless society หรือ คมไร้เงินสดนี้ ก็เริ่มระบาดมาถึงประเทศไทยแล้ว เช่น ร้านค้าที่เชียงใหม่ ภูเก็ต กรุงเทพฯ ก็มีบริการรองรับการชำระเงินด้วย QRCode ของ Alipay และ WeChat Pay ซึ่งเป็นระบบการชำระเงินยักษ์ใหญ่ของจีน จึงช่วยเพิ่มโอกาสขายให้ร้านค้า ที่ขายสินค้า และบริการให้กับนักท่องเที่ยวจีนได้มากขึ้น
7.Chatbot บทใหม่ของการขายของผ่าน chat
Chatbot จะมีส่วนช่วยให้ขายได้ขายดีมากยิ่งขึ้น ถ้าคุณตอบแชทหรือคอมเมนต์ของลูกค้าไม่ทัน ระบบ Chatbot นี่แหละที่จะช่วยคุณได้ โดยเฉพาะข้อความที่คุณต้องพิมพ์ซ้ำๆ เช่น ข้อความต้อนรับ โปรโมชัน ลิงค์ที่เข้าไปเลือกดูสินค้า ฯลฯ ฟังก์ชันที่ใกล้เคียง Chatbot ที่เห็นกันบ่อยๆ ก็จะมีใน Messenger ของ Facebook และ LINE@ ของ LINE และเชื่อว่าจะถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องจนกลายเป็น Sales ที่ทำหน้าที่ขายโดยอัตโนมัต
ขอบคุณที่เข้ามารับชมครับ
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น